เอเจนซี่การตลาดแบบยั่งยืนพูดถึงการสนับสนุนโครงการถ่านไบโอชาร์
ประเด็นร้อนๆ — บริษัทที่พอแล้วกับการย่ำอยู่กับที่และพร้อมที่จะออกนอกเซฟโซนมากขึ้น จะมองนอกกรอบและคิดถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อสังคม และไม่ใช่แค่ในบริบททางธุรกิจ แต่เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่ PAPER & PAGE
หลังจาก 5 ปีในอุตสาหกรรมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เอเจนซี่ของเราได้นึกถึงแนวทางอื่นๆที่มีความยั่งยืนมากขึ้นในฐานะธุรกิจบริการ และยิ่งไปกว่านั้น เราจะมีส่วนช่วยเหลือชุมชนของเราได้อย่างไร?
นั่นคือเหตุผลที่เราร่วมมือกับมูลนิธิอุ่นใจเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากถ่านชีวภาพ หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ เราได้พูดคุยกับคุณออม ขวัญภิรมย์ฑร สุขศรีญ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของมูลนิธิอุ่นใจและ Biochar Life เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับทุกๆด้านของโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากถ่านชีวภาพและประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย
ประเด็นหลัก:
- Biochar Life เป็นธุรกิจที่สร้างผลกระทบที่ดี ที่ผลิตถ่านชีวภาพในประเทศเคนย่า สาธารณรัฐมาลาวี ประเทศไทย สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย และประเทศอินโดนีเซีย
- การผลิตและการฝังถ่านชีวภาพเป็นกระบวนการที่ปล่อยคาร์บอนติดลบ และเป็นส่วนสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ถ่านชีวภาพยังสามารถใช้เป็นสารเติมแต่งดินเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและลดการใช้น้ำ
- ถ่านชีวภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีเกษตรกรในภูมิภาคที่ทำการเผาเกษตรกรรมเป็นประจำเพื่อกำจัดเศษพืชผล และก่อให้เกิดควันซึ่งเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข
Source: Biochar Life Facebook Page
P&P: คุณหาแหล่งมวลชีวภาพที่จำเป็นสำหรับการผลิตถ่านชีวภาพได้อย่างไร?
คุณออม: แหล่งมวลชีวภาพ 2 แห่งหลักๆที่ทางทีมของเราใช้ก็คือลำไยและซังข้าวโพด สำหรับลำไยนั้น เราจะไม่ทำการตัดต้นไม้ แต่เราจะใช้กิ่งลำไยที่เกษตรกรในพื้นที่ตัดแต่งและเตรียมไว้ให้แทน
P&P: มีแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรอะไรบ้างที่จะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ถ่านชีวภาพ?
คุณออม: ภาคเกษตรกรรมจะได้รับประโยชน์ทั้งหมด 3 ด้าน ถ่านชีวภาพจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มผลผลิต และลดการใช้น้ำ
P&P: ถ่านชีวภาพกับสารเติมแต่งดินหรือปุ๋ยอื่นๆแตกต่างกันอย่างไร?
คุณออม: สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับถ่านชีวภาพก็คือความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างของดิน ช่วยให้รากเจริญเติบโตโดยช่วยให้อากาศหมุนเวียนในดินได้ดี ความสารถในการกักเก็บน้ำของดินก็ดีขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ถ่านชีวภาพยังสามารถทำงานได้ดีในระบบนิเวศใหม่ ซึ่งต่างกับสารเติมแต่งดินหรือปุ๋ยอื่นๆ
เมื่อเราทดลองกับข้าว เราค้นพบว่าผลผลิตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก และเมื่อเราได้ทำการแจกจ่ายผลผลิตส่วนเกินให้กับเพื่อนบ้าน พวกเขาก็มีความสนใจถ่านชีวภาพมากขึ้น และมันช่วยให้พวกเขาเพิ่มผลผลิตจาก 600–800 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัม/ไร่
Source: Biochar Life Facebook Page
P&P: เพราะว่ามันไม่ได้ง่ายเหมือนแค่ฝังถ่านชีวภาพลงในดิน มีแนวทางปฏิบัติเฉพาะหรือที่ดีที่สุดเวลาใช้ถ่านชีวภาพในดินประเภทต่างๆหรือไม่?
คุณออม: อย่าใช้ถ่านชีวภาพเปล่าๆ — เพราะมันควรที่จะถูก “กระตุ้น” ผ่านการผสมกับปุ๋ยคอกหรือจุลินทรีย์เพื่อการปรับปรุงคุณภาพดินในระยะยาวและหลีกเลี่ยงการชะล้างออกจากดินที่มีอยู่ นอกจากนั้นควรจะผสมถ่านชีวภาพให้ลึกลงไปในดินและไม่ใช่แค่บนพื้นผิวดิน
P&P: มีความท้าทายอะไรบ้างที่เกษตรกรหรือผู้จัดการที่ดินสามารถเผชิญเมื่อนำถ่านชีวภาพมาใช้ในการปฏิบัติงานของพวกเขา?
คุณออม: แรงงานเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างจำกัดในภาคการเกษตร เกษตรกรมีแนวโน้มที่จะอายุมาก เพราะมักประสบปัญหาในการจ้างเกษตรกรอายุน้อย ด้วยอัตรากำไรภายในประเทศที่ค่อนข้างน้อยและงานเกษตรในต่างประเทศมีกำไรที่มากกว่า ดังนั้นเกษตรกรจึงมีแนวโน้มที่จะทำงานในต่างประเทศและส่งเงินกลับบ้านแทน
P&P: ในความคิดเห็นของคุณ บริษัทที่ยั่งยืนควรมีบทบาทในชุมชนหรืออุตสาหกรรมวงกว้างอย่างไร?
คุณออม: ฉันเชื่อว่าบริษัทที่ยั่งยืนที่มีทรัพยากรเป็นจำนวนมากควรจะเป็นผู้นำเทรนด์และเป็นผู้มีอิทธิพล และใช้แพลตฟอร์มของพวกเขาเป็นโอกาสในการประกาศ ให้ความรู้ และจูงใจบริษัทขนาดเล็กให้ปฏิบัติตามแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น หากมีแบบอย่างที่ดี คนก็จะอยากทำตาม หากคุณต้องการการเปลี่ยนแปลง คุณก็ควรเริ่มจากการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
คาร์บอนเครดิต (หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม) มีประโยชน์ในการสนับสนุนโครงการริเริ่มนี้ แต่ว่าเราอยากเห็นการใช้ถ่านชีวภาพเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันการเผาไหม้ทางการเกษตรมากขึ้น และสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวนสาธารณะ ซึ่งใช้น้ำเป็นจำนวนมาก เราอยากให้ใช้ถ่านชีวภาพเพื่อช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะสามารถผลิตและใช้ถ่านชีวภาพมากที่สุด พวกเขายังไม่มีเงินทุนพอที่จะขยายและฝังถ่านชีวภาพลงในดินได้เอง




